E - Inspection รูปแบบการตรวจราชการโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์


ดร.ปรัชญนันท์ นิลสุข

บทความตีพิมพ์ในวารสารพัฒนาเทคนิคศึกษา ปีที่ 17 ฉบับที่ 52 ตุลาคม-ธันวาคม 2547 หน้า 61-64



        ระบบบริหารราชการไทย พยายามมุ่งที่จะนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ICT (Information and Communication Technology) เข้ามาใช้ในการบริหารจัดการระบบราชการ การบริหารราชการในอนาคตในรูปแบบที่เรียกว่า e-Thailand โดยแบ่งระบบการบริหารการจัดการใช้ 
ICT ได้เป็น 5 ส่วน ได้แก่ e-Government , e-Society, e-Commerce, e-Industry และ e-Education 
การพัฒนาระบบบริหารราชการเพื่อให้เกิดความทันสมัย โดยจัดให้มีการตรวจราชการด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์จึงถูกพัฒนาขึ้นเรียกว่า 
การตรวจราชการโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อี-อินสเปคชั่น 
(e-Inspection)

บทนำ

การบริหารราชการแผ่นดินพยายามจะให้มีการตรวจสอบและติดตาม ในเรื่องของนโยบายที่รัฐบาลได้ดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามแผน การตรวจราชการในทุกกระทรวงเป็นกลไกลในการทำหน้าที่ตรวจสอบและติดตามของหน่วยราชการทุกหน่วย ความพยายามในการพัฒนาระบบการตรวจราชการที่จะทำให้สามารถกระทำได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง 
ก็คือการนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเข้ามาช่วยในเรื่องนี้ 
จึงทำให้เกิดระบบการตรวจราชการโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นในหลายหน่วยงาน
ในส่วนของการศึกษามุ่งที่จะให้ระบบการศึกษาเข้าสู่ E-Education นั่นคือ 
นำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเข้ามาใช้ในระบบบริหารทางการจัดการศึกษา 
การบริหารการจัดการเรียนรู้ ซึ่งในรูปแบบการบริหารการจัดการเรียนรู้ จะนึกถึงเรื่องของ 
E - Learning ซึ่งเป็นการจัดการเรียนการสอนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ แต่ในขณะเดียวกันการบริหารจัดการศึกษา 
มีรูปแบบและนวัตกรรมใหม่ๆ ของการบริหารออกมาหลายรูปแบบ การบริหารจัดการระบบบุคคล 
การบริหารการจัดการในโรงเรียน จะมีระบบ EIS (Educational Information System), 
EMS (Educational Management System) เข้ามาใช้ในการบริหารการจัดการระบบการศึกษา 
ซึ่งลงลึกไปถึงข้อมูลต่างภายในสถานศึกษาต่างๆ โรงเรียน แต่รูปแบบอย่างหนึ่งเมื่อบริหารจัดการภายในโรงเรียนแล้ว 
ต้องมีการตรวจสอบและติดตาม รูปแบบการตรวจสอบและติดตามในส่วนของ E-Thailand, E-Education ได้มีความพยายามที่จะนำเอาระบบการตรวจสอบและติดตามหรือรูปแบบของการตรวจราชการ
โดยการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่เรียกว่า E - Inspection เข้ามาใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลตรวจสอบ
และติดตามสำหรับหน่วยราชการทางการศึกษา

รูปแบบของ e-Inspection 
รูปแบบการตรวจราชการโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ในส่วนการศึกษา หรือ e-Inspection 
เป็นความพยายามของกระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักปลัดกระทรวง ที่จะนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศ
และการสื่อสารเข้ามาใช้เพื่อให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว และได้ข้อมูลที่เป็นปัจจุบันสำหรับการตรวจราชการ 
ในอดีตระบบตรวจราชการต้องออกไปยังหน่วยราชการต่างๆ ในสังกัด ซึ่ งมีโรงเรียนและ
หน่วยราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการหลายหมื่นแห่ง ในขณะที่ผู้ตรวจราชการหรือเจ้าหน้าท
ี่มีจำนวนไม่เพียงพอและยากที่จะเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้โดยสมบูรณ์ E - Inspection หรือระบบตรวจราชการโดยใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์จะช่วยลดช่องว่างของหน่วยงานที่อยู่ห่างไกลและ
ช่วยให้การรวบรวมข้อมูลของหน่วยงานที่รับผิดชอบได้เห็นข้อมูลและรูปแบบของข้อมูลเหล่านั้น 
โดยปกติหน่วยงานต่างๆ จะส่งเข้ามายังสำนักตรวจราชการ แต่ถ้าใช้ระบบตรวจราชการโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ 
จะทำให้ลดระยะเวลา ค่าใช้จ่าย และความซ้ำซ้อนต่างๆ ลงได้ แต่ในขณะเดียวกันการนำระบบนี้มาใช้ยังต้องศึกษาและพัฒนา ซึ่งยังขาดความชัดเจนและยังไม่สามารถนำมาใช้ได้ในทางปฏิบัติได้ทันที ในที่นี้จะกล่าวถึงรูปแบบที่กำลังพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้สำหรับการตรวจราชการในกระทรวงศึกษาธิการ
รูปแบบการตรวจราชการโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ หมายถึง การใช้ระบบอินเตอร์เน็ต ซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องสามารถเชื่อมโยงกันมาเป็นสื่อกลางในการตรวจราชการ 
โดยสำนักตรวจราชการจัดทำเว็บไซต์โดยเฉพาะ ภายในเว็บไซต์จะมีเป็นหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง
กับการตรวจราชการ เช่น สำนักงานเขตพื้นที่ สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัด สำนักงานการบริหารการศึกษานอกโรงเรียน ในแต่ละจังหวัดสามารถเปิดเว็บไซต์เข้ามาดู กรอกข้อมูลต่างๆ ที่สำนักตรวจราชการต้องการรู้
เพื่อนำเสนอยังผู้บริหารระดับสูงในกระทรวงศึกษาธิการ รูปแบบของเว็บไซต์ที่จัดทำจะต้องวิเคราะห
์ถึงความต้องการของผู้บริหารระดับสูงว่า ข้อมูลประเภทใดที่ผู้บริหารต้องการนำไปใช้ในการบริหารหรือตัดสินใจ ในขณะเดียวกันรูปแบบของเว็บไซต์ต้องคำนึงถึงความสะดวก รวดเร็วในการให้ผู้ตรวจราชการ เจ้าหน้าที่กรอกข้อมูล เพื่อรายงานได้กระทำอย่างรวดเร็วและเหมาะสม ยังไม่มีรูปแบบที่แน่นอนในการกำหนดวิธีการตรวจราชการต้องกระทำอย่างไร ขอบเขตของรูปแบบที่สามารถสรุปในการตรวจราชการโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ มีลักษณะสำคัญ
ในการทำงานของเว็บไซต์การตรวจราชการอยู่ 3 ลักษณะด้วยกัน คือ 
1. การตรวรราชการระบบอิเล็กทรอนิกส์แบบกรอกข้อมูล
2. การตรวจราชการระบบอิเล็กทรอนิกส์แบบโอนย้ายแฟ้มข้อมูล
3. การตรวจราชการระบบอิเล็กทรอนิกส์แบบกรอกข้อมูลและโอนย้ายข้อมูล หรือแบบผสม
แบบที่ 1 เป็นการตรวจราชการโดยหน่วยราชการต่างๆ จะกรอกข้อมูลตามที่สำนักตรวจราชการ
ต้องการผ่านหน้าจอเว็บไซต์ และหน้าเว็บไซต์สามารถประมวลผลและแสดงให้เห็นข้อมูลต่างๆ ทันที
แบบที่ 2 จะเป็นข้อมูลที่มีปริมาณมากและเป็นเชิงคุณภาพที่ต้องมีการบรรยาย มีตัวเลขไม่มากนัก ต้องกรอกข้อมูลผ่านแบบฟอร์มที่สำนักตรวจราชการจัดทำให้ จากนั้นเจ้าหน้าที่กรอกข้อมูลจะส่งแบบ
ฟอร์มนั้นโดยการโอนย้ายไฟล์ หรือที่เรียกว่า File transfer ส่งมายังสำนักตรวจราชการอีกทีหนึ่ง
แบบที่ 3 เป็นแบบผสม หรือการตรวจราชการในลักษณะที่ข้อมูลเชิงตัวเลข เชิงประจักษ์ สามารถให้ข้อมูลได้ชัดเจนและสามารถประมวลผลข้อมูลผ่านเว็บก็ให้กรอกผ่านเว็บทันที ข้อมูลใดที่เป็นข้อมูลเชิงคุณภาพจำเป็นต้องบรรยายหรืออธิบายเหตุผลความสำเร็จของโครงการ
หรือข้อมูลเหล่านั้น ลักษณะเช่นนี้จะใช้วิธีการโอนย้ายไฟล์ นั่นคือ แบบที่ 3 ใช้วิธีการทั้งแบบที่ 1 และ 2 
ในการตรวจราชการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
เพื่อให้เกิดความชัดเจน จะอธิบายเป็นรายลักษณะดังต่อไปนี้

การตรวจราชการระบบอิเล็กทรอนิกส์แบบกรอกข้อมูล

ลักษณะของการตรวจราชการด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์แบบกรอกข้อมูลผ่านเว็บไซต์ หมายถึง สำนักตรวจราชการจัดทำเว็บไซต์ขึ้นและกำหนดให้หน่วยงานในสังกัดที่ต้องรายงานผลข้อมูลสารสนเทศต่างๆ สามารถรายงานผลข้อมูลและสารสนเทศโดยการคลิกเข้าเว็บไซต์ ดังตัวอย่าง 
http //www.e-inspector.org เมื่อผู้เข้ารับการตรวจเข้าไปยังเว็บไซต์นี้ สามารถคลิกเข้าไป โดย Log in 
ใส่ รหัสผ่านเข้าสู่ระบบ เมื่อ Log in และรหัสผ่าน เข้าสู่ระบบแล้วสามารถกรอกข้อมูลที่กำหนดเอาไว้ 
เช่น สถานศึกษา ประเภทสถานศึกษา จำนวนครู จำนวนนักเรียน ขั้นตอนที่กำหนดเหล่านี้ข้อมูลที่ต้องการตรวจเป็นข้อมูลเชิงปริมาณสามารถแสดงผลเป็นตัวเลข 
เช่น จำนวนครูในจังหวัดราชบุรี จำนวนนักเรียนในจังหวัดสมุทรสงคราม จำนวนแหล่งเรียนรู้ในจังหวัดสุพรรณบุรี จำนวนภูมิปัญญาท้องถิ่นในจังหวัดกาญจนบุรี เป็นต้น 
ลักษณะข้อมูลเชิงปริมาณที่เป็นตัวเลขสามารถกรอกข้อมูลผ่านเว็บไซต์และสามารถประมวลผลแสดงออกมาเป็นค่าตัวเลข และสามารถจัดเก็บอยู่ภายในเว็บไซต์นั้นได้ เมื่อผู้บริหารระดับสูงหรือสำนักตรวจราชการต้องการดูข้อมูล 
สามารถเปิดดูข้อมูลได้ทันที และสามารถทราบได้ว่า หน่วยงานในสังกัดทำการกรอกข้อมูลอันเป็นปัจจุบันเมื่อใด และข้อมูลนั้นถูกต้องหรือไม่จากเว็บไซต์ได้ทันที ในขณะเดียวกันสามารถนำข้อมูลมาประมวลผล
รวบรวมบอกจำนวนที่ชัดเจนได้ ในแบบที่ 1 จึงเหมาะสมสำหรับการกรอกหรือรับข้อมูลจากหน่วยงาน
ที่รับการตรวจราชการในรูปแบบที่เป็นตัวเลข
หรือเชิงปริมาณที่สามารถประมวลผลออกมาได้ชัดเจน แบบนี้มีข้อดี คือ แสดงผลอย่างรวดเร็ว ชัดเจน 
แต่สามารถรับข้อมูลได้ในเชิงตัวเลขเท่านั้น 
ในระบบการตรวจราชการแบบกรอกข้อมูลผ่านเว็บไซต์ เหมือนการลงทะเบียนตามปกติ ถ้าเปรียบเทียบกับ
ระบบที่ใช้อยู่ของกระทรวงการคลัง เหมือนกับการกรอกข้อมูลเสียภาษีเงินได้ ภงด. 90, 91 สามารถกรอกข้อมูลและเก็บเรคอร์ดของผู้เสียภาษีผ่านอินเตอร์เน็ตได้ ถ้าลักษณะข้อมูลของการตรวจราชการมีลักษณะดังกล่าวก็สามารถทำได้ในลักษณะเดียวกัน เพียงแต่ว่า
ระบบการตรวจราชการของกระทรวงศึกษาธิการ ข้อมูลที่ต้องการมีปริมาณมากและหลายรูปแบบหลายลักษณะ 
มีความซับซ้อนเชิงโครงสร้าง เกี่ยวพันเกี่ยวข้องระหว่างหน่วยงานต่างๆ มาก ทำให้การตรวจราชการ
แบบนี้ไม่เหมาะสม ยุ่งยากต่อการเขียนข้อมูล หรือจัดเก็บ และต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการจัดทำ รวมทั้งการจัดทำการบริหารจัดการเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้องด้วย จึงเป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึง
ไม่รวมถึงซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ พีเพิลแวร์ต่างๆ ที่เป็นองค์ประกอบในการจัดทำระบบการตรวจราชการแบบนี้ ดังนั้นการใช้ระบบนี้ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมว่าใช้ในงานขนาดใด หากเป็นการตรวจหน่วยงานราชการเล็กก็สามารถทำได้บางส่วนที่เป็นตัวเลขเท่านั้น

การตรวจราชการระบบอิเล็กทรอนิกส์แบบโอนย้ายแฟ้มข้อมูล

การตรวจราชการแบบโอนย้ายแฟ้มข้อมูล หมายถึงการตรวจราชการโดยใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่สำนักตรวจราชการจัดทำแบบฟอร์มในรูปแบบฐานข้อมูล
ของโปรแกรม Access หรือ Excel หรือรูปแบบของโปรแกรมประเภทใดประเภทหนึ่งให้ผู้เข้ารับการตรวจ
ราชการดาว์นโหลดรูปแบบฟอร์มนั้น
จากเว็บไซต์ของสำนักตรวจราชการ จากนั้นให้หน่วยงานทำการกรอกข้อมูลตามที่สำนักตรวจราชการกำหนด แบบฟอร์มการกรอกข้อมูลจะเน้นในรูปของเชิงคุณภาพ เช่น รายละเอียดของโครงการในแต่ละปี จุดมุ่งหมาย วัตถุประสงค์ รายงานผลความสำเร็จของโครงการ รายงานผลการปฏิบัติงาน การดำเนินงาน ซึ่งข้อมูลอยู่ในรูปของตัวอักษร
และบรรยายหรือพรรณรายละเอียด 
ข้อมูลในลักษณะนี้จำเป็นต้องจัดทำแบบฟอร์มให้หน่วยงานทำการกรอกข้อมูล ซึ่งไม่สามารถกรอกข้อมูลจำนวนมาก
ได้ภายในเว็บเหมือนกับแบบแรก ดังนั้นแบบที่ 2 จึงต้องกรอกข้อมูลโดยผ่านแบบฟอร์มที่กำหนดให้ เมื่อหน่วยงานทำการกรอกข้อมูลเรียบร้อยแล้วทำการโอนย้ายไฟล์ หรือการถ่ายโอนแฟ้มด้วยวิธี FTP (File Transfer Protocol) โดยการส่งแบบฟอร์มที่กรอกข้อมูลและบันทึกเรียบร้อยแล้วส่งกลับมายังสำนักตรวจราชการ เพื่อนำข้อมูลที่ได้รับมาทำการแสดงผลหรือคลิกเข้าไปและแสดงผลหรือรายงานผลของการตรวจราชการนั้น
ได้ผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยที่สำนักตรวจราชการไม่จำเป็นต้องไปฟังคำบรรยาย สำนักตรวจราชการสามารถรับทราบข้อมูลที่ปฏิบัติจริงของหน่วยงานนั้นๆ ได้ทันที
การตรวจราชการในแบบที่ 2 นี้ เหมือนกับการตรวจเอกสาร บรรยายสรุปหรือตรวจราชการในลักษณะไฟล์งานที่เป็น Text File เป็นการตรวจเอกสารที่หน่วยงานต่างๆ รวบรวมเอาไว้ วิธีการตรวจลักษณะนี้จะสิ้นเปลืองพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลมาก เนื่องจากว่ารูปแบบของไฟล์ที่ส่งเป็น Text File นั้นจำเป็นต้องใช้พื้นที่ในการจัดเก็บ เมื่อหน่วยงานต่างๆ ที่รายงานผลส่งแฟ้มข้อมูลมายังสำนักตรวจราชการ สำนักตรวจราชการต้องมีพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลเหล่านี้อย่างเพียงพอ เนื่องจากเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพ ข้อมูลในลักษณะนี้เมื่อมีปริมาณมาก ผู้ตรวจราชการจำเป็นต้องเปิดอ่านและ
ทำการรวบรวมข้อมูลมาสรุปอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ทราบถึงผลงานของหน่วยงานต่างๆ ขั้นตอน 
กระบวนการของการตรวจราชการว่ากระทำตามนโยบายหรือแผนต่างๆ ที่ได้รับงบประมาณหรือเสนองานลงไปนั้น
ได้กระทำสมบูรณ์จริงหรือไม่ ในอีกมุมหนึ่งการตรวจราชการแบบนี้ไม่ใช่การตรวจราชการเชิงประจักษ์
ที่จะเห็นสภาพจริงหรือผลงานจริง เป็นการตรวจเอกสาร คำบรรยายของหน่วยงานดังกล่าว อาจจะเป็นการรายงานเท็จ
เขียนเกินความเป็นจริง อาจทำให้เกิดความยุ่งยากขี้นอีกในการรายงานผล เช่น ต้องมาตรวจสอบอีกครั้งหรือสุ่มดูว่า
ข้อมูลจริงนั้นเป็นอย่างไร อาจมีการตกแต่งข้อมูลหรือมีการจัดฉากของข้อมูลขึ้นมาได้

การตรวจราชการระบบอิเล็กทรอนิกส์แบบกรอกข้อมูลและโอนแฟ้มข้อมูล หรือแบบผสม 

ระบบตรวจราชการแบบกรอกข้อมูลและโอนย้ายข้อมูลได้ หมายถึงการตรวจราชการที่สำนักตรวจราชการใช้แบบที่ 1 
และแบบที่ 2 คือ ข้อมูลที่เป็นเชิงประจักษ์ เชิงปริมาณ เป็นตัวเลขก็ให้กรอกข้อมูลเหล่านั้นผ่านเว็บไซต์ได้ เช่น 
บอกประเภทสถานศึกษา จำนวนนักเรียน จำนวนครู วุฒิการศึกษา ข้อมูลที่เป็นเชิงปริมาณ เช่น จำนวนโครงการ 
ผลสำเร็จของโครงการ การดำเนินโครงการ ที่ต้องบรรยายให้ใช้วิธีการส่งผ่านข้อมูลในรูปแบบของการถ่ายโอนแฟ้มข้อมูล 
เป็นการผสมผสานทั้ง 2 แบบ เนื่องจากทั้ง 2 แบบมีข้อดีและข้อเสีย ดังนั้นแบบที่ 3 จะช่วยแก้ปัญหาหรือลดช่องว่าง
ของแบบที่ 1 และแบบที่ 2 โดยแบบที่ 1 จะเป็นข้อมูลเชิงตัวเลข แต่ขาดข้อมูลเชิงปริมาณ ซึ่งข้อมูลตัวเลขอาจมีน้อยเกินไป
ไม่สามารถแสดงผลได้ หรือไม่สามารถสรุปผลการตรวจราชการได้ ต้องอาศัยข้อมูลเชิงปริมาณประกอบ ดังนั้นในรูปแบบที่ 3 จะได้ข้อมูลที่สมบูรณ์และครบถ้วน รวมทั้งขนาดของการจัดทำเว็บไซต์ไม่ใหญ่เกินไป 
การตรวจราชการระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้การกรอกข้อมูลผ่านเว็บและการถ่ายโอนแฟ้มข้อมูลในแบบที่ 2 นั้น 
ดูเหมือนว่ามีข้อดีมากกว่า 2แบบแรกแต่มีข้อยุ่งยาก คือ ทำให้ภาระงานหรือปริมาณงานในการตรวจราชการมีมาก นอกจากหน่วยงานจะต้องกรอกข้อมูลผ่านเว็บแล้ว ยังต้องรายงานในแบบฟอร์มต่างๆ ที่ต้นสังกัดส่งมาให้ตรวจราชการ และต้องถ่ายโอนแฟ้มข้อมูลไปยังสำนักตรวจราชการซึ่งทำให้รูปแบบที่ 3 นั้น หน่วยงานที่ใช้เต็มไปด้วย
ข้อมูลที่ต้องกรอกเป็นจำนวนมาก ในอีกมุมหนึ่งข้อมูลที่ต้องกรอกนั้นจะเป็นภาระให้กับหน่วยงานที่ถูกตรวจสอบมากกว่าจะเป็นการตรวจสอบ
ที่มุ่งผลงานหรือประสิทธิภาพของหน่วยงาน สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการตรวจราชการระบบอิเล็กทรอนิกส์คือความพอดี ความเหมาะสม และผลที่หน่วยงานราชการต้องการจริง ไม่ใช่ปริมาณข้อมูลที่มากมายเกินจำเป็นและ
ไม่สามารถนำข้อมูลไปใช้ต่อได้

บทสรุป
รูปแบบการตรวจราชการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ E - Inspection ยังไม่มีข้อสรุปว่ารูปแบบใด วีธีการใด จะเป็นวิธีที่เหมาะสมสำหรับการตรวจราชการ ในประเทศไทยแม้จะมีหลายหน่วยงานได้พยายามสร้างรูปแบบการตรวจสอบภายในหน่วยงานขี้นมาหลายองค์กร แต่เป็นเพียงขนาดเล็ก เป็นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาช่วยให้การตรวจราชการหรือการประเมินผลหน่วยงานต่างๆ มีรูปแบบที่ชัดเจนตรวจสอบได้ ลดขั้นตอนความยุ่งยากที่ต้องออกไปดูเชิงประจักษ์ แต่เมื่อนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ สิ่งที่ต้องรองรับ คือ ความพร้อมของบุคลากรในหน่วยงานที่จะรับการตรวจ เครื่องมืออุปกรณ์ ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และระบบอินเตอร์เน็ต ต้องมีความสมบูรณ์และเชื่อถือได้ ไม่ใช่เพียงแค่มุ่งหวังการนำระบบมาเพื่อให้ง่ายต่อการตรวจราชการ แต่สร้างความลำบากให้กับหน่วยงานที่ต้องเป็นผู้กรอกข้อมูลหรือรับการตรวจเหล่านั้น 
E - Inspection เป็นสิ่งใหม่และคาดหวังว่าจะนำมาซึ่งประโยชน์กับการบริหารจัดการทางด้านการศึกษา นำการศึกษาสู่ความทันสมัยตามรูปแบบของ E - Education และเป็นต้นแบบของหน่วยงานราชการต่างๆ ที่ทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ระบบ E - Thailand อย่างไรก็ตามแม้ว่าระบบจะทันสมัย เพียบพร้อมเพียงใด หากไม่เข้าใจเป้าหมายของระบบตรวจราชการต้องการประสิทธิภาพของการบริหารการจัดการในหน่วยงานของรัฐ ระบบที่ดีนั้นอาจเป็นเพียงแค่ภาระงานที่เพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้ทำให้ประสิทธิภาพของระบบราชการเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด


เกี่ยวกับผู้เขียน
ดร.ปรัชญนันท์ นิลสุข
หัวหน้าศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
วิทยาลัยเทคนิคสมุทรสงคราม
prachyanun@hotmail.com
 
http://members.fortunecity.com/prachyanuืืn    

หน้าแรก | ผู้จัดทำ | การเรียนการสอนผ่านเว็บ | เทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา | การศึกษาไทย | การจัดการนวัตกรรมและสารสนเทศ | รวมบทความทางวิชาการ
การอาชีวศึกษาคอมพิวเตอร์สำหรับบัณฑิตศึกษา | เทคโนโลยีสื่อประสมเพื่อการจัดการสารสนเทศ | เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้
Copyright 2000-2004  Prachyanun Nilsook. All right reserved.
comments to : prachyanun@hotmail.com 
Last updated  : 20 ธันวาคม 2547 00:11:48